แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท่องเที่ยว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท่องเที่ยว แสดงบทความทั้งหมด

9.12.55

ท่องเที่ยวภูเรือ

อุทยานแห่งชาติภูเรือ




          พื้นที่ครอบคลุมอำเภอภูเรือ และอำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 16 ของประเทศ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2522 มีพื้นที่ประมาณ 120.84 ตร.กม. หรือ 75,525 ไร่ มียอดภูเรือเป็นจุดที่สูงที่สุด คือ 1365 เมตร จากระดับน้ำทะเล บริเวณยอดภูเรือจะพบป่าสนเขาสลับกับสวนหินธรรมชาติที่งดงาม นอกจกนี้ยังพบพันธุ์ไม้นานาพันธุ์ ได้แก่ กุหลาบแดง กุหลาบขาว ดาวเรืองภูเฟิร์น กล้วยไม้ป่า เป็นต้น ซึ่งจะสลับกันออกดอกให้ชมกันตลอดทั้งปี และยังมีจุดชมทัศนียภาพได้โดยรอบ จุดชมพระอาทิตย์ขึ้น ที่ผาโหล่นน้อย น้ำตกห้วยไผ่ สวนหินธรรมชาติ ซึ่งทางอุทยานได้จัดทำเส้นทางเดินเท้าเพื่อชมได้อย่างสะดวก ภายในอุทยานฯ มีบ้านพักและเต็นท์ ไว้บริการนักท่องเที่ยวสำรองบ้านพักได้ที่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช โทร.0-2562-0760 , สอบถามรายละเอียดที่อุทยานแห่ง ชาติภูเรือ โทร.0-4280-171



         ภาพทิวทัศน์กว้างไกลสุดสายตา ทะเลหมอกลอยในหุบเขาสลับซับซ้อน คือเสน่ห์ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวขึ้นมาเที่ยว อุทยานแห่งชาติภูเรือ แม้ภูเรือจะมีความสูงไม่ติด 10 อันดับภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย แต่ถ้าเป็นเรื่องความหนาวเย็นละก็ ภูเรือจะมาเป็นอันดับแรก ๆ เลยที่ดียว ด้วยเหตุนี้เมื่อถึงฤดูหนาว ภูเรือจึงคึกคักนักท่องเที่ยวที่พากันมา "อาบ" ความหนาวเย็นที่นี่ภูเรือ

        อุทยานแห่งชาติภูเรือ ดินแดนที่มีความหนาวเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว อุทยานฯภูเรือตั้งอยู่ใน อ.ภูเรือ เป็นภูเขาที่มีรูปร่างคล้ายเรือสำเภาลำใหญ่ อากาศบนภูเรือจะหนาวเย็นตลอดปี ช่วงที่หมอกลงนักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชมทะเลหมอกได้ตามจุดชมวิวริมหน้าผา ซึ่งมีอยู่หลายจุด ในฤดูหนาวบางช่วงที่อากาศหนาวจัด ภูเรือได้เกิดปรากฏการณ์ "แม่คะนิ้ง" ซึ่งเกิดจากการที่น้ำค้างบนยอดหญ้าจับตัวกันจนเป็นน้ำแข็ง





          ยอดภูเรือ เป็นภูเขาสูงใหญ่ บนยอดเขาเป็นที่ราบกว้างใหญ่ มีต้นสนขึ้นสลับซับซ้อน ยอดภูเรือเป็นจุดที่สูงที่สุด โดยสูง 1,365 ม. จากระดับน้ำทะเล ยอดภูเรือจากด่านตรวจที่ 2 เดินสู่ยอดภูเรือไปตามถนนลาดยางประมาณ 700 ม. หรือจะเดินตามทางดินที่ทางอุทยานจัดไว้ให้ศึกษาธรรมชาติก็สะดวกเพราะจะได้บรรยากาศเดินป่าท่ามกลางธรรม ชาติอันสวยงามได้มากยิ่งขึ้น โดยจุดเริ่มต้นอยู่ทางด้านขวามือของถนน ตรงข้ามด่านตรวจ แล้วลัดเลาะไปตามขอบหน้าผา ผ่านป่าที่มีไม้ยืนต้นหนาแน่นทำให้อากาศเย็นชื้นและมืดครึ้ม มีไอหมอกฟุงกระจายอยู่ทั่วราวป่า พื้นที่โดยรอบปกคลุมด้วยป่าสนเขา ทั้งสนสองใบและสนสามใบ สลับกับลานหินธรรมชาติ บนยอดภูยังสามารถมองเห็นทัศนียภาพที่สวยงามได้รอบด้าน จะสามารถมองเห็นแม่น้ำเหืองและแม่น้ำโขงซึ่งกั้นพรมแดนไทยกับลาวได้ ยอดภูเรือยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปนาวาบรรพต ซึ่งมีประวัติว่าชาวภูเรืออัญเชิญมาจากวัดพระญาติ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 2520 จากยอดภูเรือมีเส้นทางเดินผ่านทุ่งหญ้าที่มีไม้ต้นเล็กๆ ขึ้นอยู่ปะปน แต่ที่น่าสนใจเป็นดอกไม้เล็กๆ ที่ขึ้นประดับพื้นให้เดินชมอย่างเพลิดเพลิน เช่น กระดุมเงิน เปราะภู ดาวเรือง เป็นต้น ช่วงฤดูฝนบริเวณป่าสนที่เรียกว่าทุ่งกวางตาย จะมีดอกกระเจียวบานไปทั้งทุ่ง นอกจากนี้ยังมีลานหินพานขันหมาก ลักษณะเป็นลานหินที่แตกเป็นรอยตื้น ๆ เต็มไปด้วยดอกไม้ต่าง ๆเช่น เอื้องม้าวิ่ง เอื้องนวลจันทร์ เส้นทางเดินนี้จะวกลงมาสู่ที่กางเต็นท์และสามารถเดินลงมาถึงที่ทำการได้


นอกจากนี้ยังมีเทศกาลต้นคริสมาสอีกด้วย 


จังหวัดเลยและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเลย ขอเชิญท่านเข้าร่วมอีกหนึ่งกิจกรรมของ “หนาวนี้ใจเดียว เที่ยวเมืองเลย...เทศกาลต้นคริสต์มาสภูเรือ ครั้งที่ ๑”  ระหว่างวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๕-๓๑ มกราคม ๒๕๕๖  ณ  ลานคริสต์มาสภูเรือ (ทางขึ้นอุทยานแห่งชาติภูเรือ) อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย




  



 ขอขอบคุณข้อมูลจาก :http://www.amphoe-phurua.com/uty_2011.php
                                     http://www.loei.go.th/loei_forum/index.php?PHPSESSID=5a4001ab8f801ac031e8cbd 9f73ce752&topic=5553.0
                                     http://travel.kapook.com/view674.html

25.3.55

แหล่งท่องเที่ยวในอุดร : น้ำตกยุงทอง



น้ำตกยูงทอง ตั้งอยู่บ้านสว่าง หมู่ที่ 2 ตำบลนายูงอำเภอน้ำโสม เป็นน้ำตกตั้งอยู่บนสันเขาภูพานและภูย่าอู มีลำน้ำไหลผ่านโขดหินสลับซับซ้อน สวยงาม มาก ท่ามกลางความเขียวขจีของแมกไม้นานาพันธุ์น้ำ ตกยูงทองเป็นน้ำตก-ขนาดเล็กมี 3 ชั้นอยู่ห่างจากตัวเมืองอุดรธานีประมาณ103กิโลเมตรการเดินทาง จากตัวจังหวัดอุดรธานีผ่านเข้าอำเภอบ้าน ผือและอำเภอน้ำโสม เมื่อถึงอำเภอน้ำโสม จะมีทางแยกจากหมู่บ้านน้ำซึมต่อไป อีกประมาณ17กิโลเมตร ก็จะถึงทางแยกวนอุทยาน ซึ่งเส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางของ รพช .ตลอดสายและมีสภาพดี

อ้างอิงที่มา : http://www.udonthani.com/yungthong.htm



14.3.55

แหล่งท่องเที่ยวในอุดร : ภูฝอยลม


ภูฝอยลม ตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพานน้อย ที่อำเภอหนองแสง จังหวัดอุดรธานี สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 600 เมตร อากาศเย็นสบายตลอดปี ชื่อของภูฝอยลมมาจากไลเคนชนิดหนึ่ง คือ "ฝอยลม" ซึ่งเคยพบเกาะอาศัยอยู่ตามกิ่งของต้นไม้ใหญ่ในบริเวณนี้ แต่ปัจจุบันพบได้น้อยลงเนื่องจากป่าถูกบุกรุกจนมีสภาพเสื่อมโทรม ปัจจุบันมีการจัดตั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติและให้เป็นที่ทัศนศึกษาของประชาชน ประกอบด้วยสวนรวมพรรณไม้ 60 พรรษา มหาราชินี อ ุทยานโลกล้านปี มีหุ่นจำลองไดโนเสาร์ และพิพิธภัณฑ์แสดงซากสัตว์ดึกดำบรรพ์ และมีเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติซึ่งจะได้พบป่าเบญจพรรณ ป่า ดิบแล้ง ป่าเต็งรัง สลับป่าทุ่งหญ้า น้ำตกเล็ก ๆ และถ้ำ

ก่อนกลับแวะมาเล่นน้ำตกให้เย็นชื่นใจที่น้ำตกธารงาม ที่อยู่ด้านล่างของภูฝอยลมที่กำลังท่านเข้าไปสัมผัสเยี่ยมชมกับ "น้ำตกธารงาม"



น้ำตกธานงามตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพานน้อย ซึ่งอยู่ทางซ้ายมือตอนขาขึ้นก่อนจะถึงภูฝอยลม
ทางขึ้นที่ บ้านทับกุง ตำบลทับกุง อำเภอหนองแสง จังหวัดอุดรธานี


อ้างอิงที่มา : http://nongsangplace.blogspot.com/

13.3.55

แหล่งท่องเที่ยวในอุดร : ชมหลักกิโลเมตรใหญ่

ชมหลักกิโลเมตรใหญ่




สำหรับท่านใดเดินทางไปทางภาคเหนือ ก็จะได้พบเจอกับหลักกิโลที่มีขนาดใหญ่เท่าตึก 3 ชั้น ส่วนในจังหวัดอุดรธานี
ก็จะมีอีกหนึ่งหลักกิโลที่ใหญ่ไม่แพ้ทางภาคเหนือเหมือนกัน ซึ้งหลักกิโลนี้ตั้งอยู่ กิโลเมตรที่ 19 ถนนอุดร-หนองคาย
ต.บ้านข้าว อ.เมือง จ.อุดรธานี ริมถนนฝั่งขาเข้าเมืองอุดรธานี เจ้าของโครงการคือนางสมพร อิงคณะองอาจ เจ้าของ
ร้านรับซื้อของเก่า

หลักกิโลนี้เป็นอาคารคอนกรีต 4 ชั้น สูง 15 เมตร กว้าง 8 เมตร และยาว 9 เมตร ค่าก่อสร้างเฉพาะโครงสร้าง 1
ล้านบาท " การสร้างตึกหลังนี้ไม่ได้หวังผลประโยชน์ด้านธุรกิจ แต่ทำขึ้นมาเพื่อตอบแทนสังคมอีกทั้งในอดีตถนนมิตร
ภาพมีประวัติศาสตร์อันยาวนานเนื่องจากกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมนำไพร่พลถอยมาตั้งทัพที่บ้านเดื่อ-หมากแข้ง
เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2436 และสร้างเมืองอุดรธานีขึ้น จากวันนั้นจนถึง 19 ม.ค. 47 จะครบรอบ 111 ปี

สำหรับท่านใดต้องการถ่ายรูปร่วมกับหลักกิโลขนาดใหญ่นี้ สามารถเดินทางมาได้ อีกทั่งยังสามารถมาชมแหล่ง
หัตถกรรมพื้นบ้านผ้าหมี่ขิดที่มีชื่อเสียงระดับประเทศได้ ที่บ้านนาข่า อำเภอเมือง อุดรธานี อีกด้วยครับ


แหล่งท่องเที่ยวในอุดร : หนองหาน ทะเลบัวแดง

หนองหาน ทะเลบัวแดง

จังหวัดอุดรธานีมีแหล่งน้ำธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุด คือ หนองหาน มีพื้นที่ประมาณ ๒๒,๕๐๐ ไร่ หรือ ๓๖ ตารางกิโลเมตร มีความยาวของคันดินรอบหนองหาน
ยาวถึง ๘๐ กิโลเมตร อยู่ในเขตอำเภอกุมภวาปีเป็นส่วนใหญ่ และบางส่วนอยู่ในเขตอำเภอประจักษ์ศิลปาคม และอำเภอกู่แก้ว เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภค
บริโภคของชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบหนองหาน จนได้รับการประกาศให้เป็นพื้นที่ ชุ่มน้ำที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย

หนองหาน นอกจากจะเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์ปลา พันธุ์นก และพืชน้ำ จำนวนมาก ซึ่งชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบหนองหานได้พึ่งพาเป็นแหล่งอาหารแล้วนั้น ยังมีระบบนิเวศน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นที่สนใจของนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยทั้งในประเทศและต่างประเทศได้มาศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้แล้ว ธรรมชาติของหนองหาน ยังได้บรรจงสร้างทะเลบัวแดงเพิ่มความงดงามให้แก่หนองหานมากยิ่งขึ้น กล่าวคือ ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนมีนาคมของทุกปี ดอกบัวแดงในหนองหานซึ่งมีจำนวนมากจะงอกงามโผล่จากน้ำขึ้นมา โดยเริ่มจากเดือนตุลาคมบัวเริ่มแตกใบและเริ่มออกดอกตูมและบานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ บัวจะออกดอกมีปริมาณมากที่สุดในช่วงเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ และค่อย ๆ ลดปริมาณลงในเดือนมีนาคม ดอกบัวจะบานในช่วงเช้าตรู่จนถึงเวลาประมาณ ๑๑.๐๐ น. นักท่องเที่ยวจะมองเห็นดอกบัวแดงบานเต็มท้องน้ำหนองหานสุดลูกหูลูกตางดงามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ จึงเป็นที่มาของคำว่าทะเลบัวแดง



อ้างอิงที่มา :http://www.kumpawahealth.com/work3.htm

3.3.55

แหล่งท่องเที่ยวในอุดร : คำชะโนด

คำชะโนด


ลักษณะพื้นที่โดยรอบเป็นเกาะ มีต้นชะโนด เกิดขึ้นรวมกันอยู่ เป็นกลุ่มประมาณ 20 ไร่ เป็นต้นไม้ชนิดที่หายากมาก ในประเทศไทย
ประกอบด้วยต้นมะพร้าว ต้นหมาก และต้นตาล รวม กันเป็นต้นชะโนด ภายในป่าชะโนดยัง มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธ์อยู่ตรงกลางเกาะ เรียก ว่า บ่อคำชะโนด เป็นน้ำใต้ดินที่
พุ่งไหลซึมตลอดเวลา ทางจังหวัดได้เลือกน้ำ จากบ่อนี้ไปร่วมในพิธีสำคัญเสมอ นอก จากนี้ยังมีศาลเจ้าพ่อพระยาศรีสุท โธที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ ใน ความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างยิ่งตามเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า เป็นพญานาคราช ที่อาศัยอยู่ใน เมืองบาดาล และใช้เมืองคำชะโนดแห่งนี้ เป็นที่ขึ้นลงติดต่อระหว่างเมืองบาดาลกับเมือง มนุษย์ และยังมีเรื่องราวของความศักดิ์สิทธิ์น่าศจรรย์ของสถานที่นี้ ให้เป็นที่เล่า ขานแก่ชาวเมืองคำชะโนดได้ 2 เส้นทาง คือเส้นทางสายอุดร-หนองคาย เลี้ยวขวาตรง ทางแยกบ้านนาข่า ตามทางหลวงหมายเลข 2255ถึงสามแยกบ้านสุมเส้าแล้ว เลี้ยวขวา ไป อ.บ้านดุงต่อไปหมู่บ้านสันติสุข ถึงวัดศิริสุทโธ อีกประมาณ 12 กม .หรือใช้เส้นทางอุดร-สกลนคร ประมาน 45 กม. แล้วเลีย้วซ้ายแยกบ้านหนองแม็ก ไป อ. บ้านดุง อีกประมาณ 40 กม . แล้วไปหมู่บ้านสัติสุขถึงวัด ศิริสุทโธอีกประมาณ12 กม.

อ้างอิงที่มา : http://www.udonthani.com/chanode.htm


แหล่งท่องเที่ยวในอุดร : ศาลหลักเมืองอุดรธานี

ศาลพระหลักเมืองอุดรธานี

ศาลหลักเมืองอุดรธานี ตั้งอยู่บริเวณทุ่งศรีเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ถือเป็นสถานที่สำคัญในการดำรงและสืบสันติสุขของประชาราษฎร์จังหวัดอุดรธานี ศาลหลักเมืองเดิมได้รับความร่วมมือจากข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนในสมัย นายจินต์ รักการดี เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ทำการวางศิลาฤกษ์เมื่อวันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2502 ในช่วง 39ปี ที่ผ่านมาศาลหลักเมืองเดิมได้มีสภาพชำรุดทรุดโทรม จึงมีการปรับปรุงสร้างศาลาหลังใหม่ แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2539 โดยในขณะนั้น นายวิชัย ทัศนเศรษฐ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีได้อัญเชิญท้าวเวสสุวรรณ อันเป็นสัญลักษณ์ของเมืองอุดรธานีมาประดิษฐานเคียงคู่กับอาสน์ศาลหลักเมืองใหม่พร้อมกันอีกโสตหนึ่งด้วย
นอกจากนี้โครงการสร้างศาลหลักเมือประจำจังหวัดอุดรธานียังเป็นโครงการที่รัฐบาลให้เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติโครงการหนึ่ง ในวาระสมัยอันเป็นมงคลที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงเจริญพระชนมายุ 72 พรรษา ในปีพุทธศักราช 2552 และนับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สมเด็จพระบรมโอราสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์มาทรงเปิดศาลหลักเมืองประจำจังหวัดอุดรธานีในวันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2552


28.8.54

แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง



แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง

ที่ตั้ง : บ้านเชียง หมู่5 ต.บ้านเชียง อ.หนองหาน จ.อุดรธานี

แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง เป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญแห่งหนึ่ง อยู่ที่ อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ที่ทำให้รับรู้ถึงการดำรงชีวิตในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ย้อนหลังไปกว่า 5,000 ปี

ร่องรอยของมนุษย์ในประเทศไทยสมัยดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่มีพัฒนาการแล้วในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านความรู้ความสามารถหรือภูมิปัญญา อันเป็นเครื่องมือสำหรับช่วยให้ผู้คนเหล่านั้นสามารถดำรงชีวิตและสร้างสังคม-วัฒนธรรมของมนุษย์ได้สืบเนื่องต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน วัฒนธรรมบ้านเชียงได้ครอบคลุมถึงแหล่งโบราณคดีในภาคอีสานอีกกว่าร้อยแห่ง ซึ่งเป็นบริเวณพื้นที่ที่มีมนุษย์อยู่อาศัยหนาแน่นมาตั้งแต่หลายพันปีแล้ว ด้วยเหตุนี้เององค์การยูเนสโกของสหประชาชาติจึงได้ยอมรับขึ้นบัญชีแหล่งวัฒนธรรมบ้านเชียงไว้เป็น มรดกโลก


ศิลปะเครื่องปั้นดินเผา ของบ้านเชียงนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ยุค ได้แก่

  1. ภาชนะดินเผาสมัยต้น อายุ 5,600-3,000 ปี มีลายเชือกทาบ ซึ่งคาดกันว่าเป็นปอกัญชา ทั้งยังมีลายขูดขีด และมีการเขียนสีบ่า โดยพบวางคู่กับโครงกระดูก บางใบใช้บรรจุศพเด็กด้วย
  2. ภาชนะดินเผาสมัยกลาง อายุ 3,000 ปี-2,300 ปี สมัยนี้เป็นสมัยที่เริ่มมีการขีดทาสีแดงแล้ว
  3. ภาชนะดินเผาสมัยปลาย อายุ 2,300 ปี-1,800 ปี เป็นยุคที่มีลวดลายที่สวยงามที่สุด ลวดลายพิสดาร สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมที่สงบสุข ก่อนที่จะกลายมาเป็นการเคลือบน้ำโคลนสีแดงขัดมัน

ชาวบ้านเชียงโบราณนิยมทำเครื่องมือเครื่องใช้ และเครื่องประดับจากสำริดในระยะแรก ก่อนที่จะรู้จักใช้เหล็ก ชาวโพลีนีเซียมีหลักฐานว่านิยมใช้สำริดเช่นกัน ใช้ทำเป็นกลองมโหระทึก



27.8.54

อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท

อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท

อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาภูพาน ครอบคลุมพื้นที่ 3,430 ไร่ ในเขตบ้านติ้วตำบลเมืองพาน อยู่ห่างจากตัวจังหวัดระยะทางประมาณ 67 กม. ตามเส้นทางหมายเลข 2 (อุดรธานี-หนองคาย) บริเวณหลักกม.ที่ 13 แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 2021 ไปทางอำเภอบ้านผือ ระยะทางประมาณ 42 กม.แยกขวาประมาณ 500 เมตร และตรงไปตามเส้นทางหมายเลข 2348 อีกประมาณ 12 กม. มีแยกขวาเป็นทางเข้าไปประมาณ 2 กม. ภายในบริเวณอุทยานฯ ทางด้านขวามือเป็นที่ตั้งของศูนย์บริการนักท่องเที่ยว สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดและข้อมูลของอุทยานฯรวมทั้งแผนที่และเส้นทางเพื่อความสะดวกในการเที่ยวชม อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทเปิดบริการเวลา 08.00-16.30 น.ค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท

อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทนี้เป็นที่ตั้งของสถานที่ซึ่งแสดงถึงอารยธรรมของมนุษย์ และการ เปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิประเทศซึ่งมีโครงสร้างส่วนใหญ่เป็นหินทรายที่ถูกขัดเกลาจากขบวนการกัดกร่อนทางธรรมชาติ ทำให้เกิดเป็นโขดหินน้อยใหญ่รูปร่างต่างๆ กัน ปรากฏเป็นหลักฐานเกี่ยวกับ ชีวิตผู้คนในอดีตที่น่าสนใจหลายแห่ง อาทิ

พระพุทธบาทบัวบก

ตั้งอยู่บริเวณทางแยกซ้ายมือก่อนถึงที่ทำการอุทยานฯสร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2463-2477 ในปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์ คำว่า "บัวบก" เป็นชื่อของพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่งที่เกิดตามป่า มีหัวและใบคล้ายใบบัว ซึ่งชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า ผักหนอก บัวบกนี้คงจะมีอยู่มากในบริเวณที่พบรอยพระพุทธบาทจึงเรียกรอยพระพุทธบาทนี้ว่า "พระพุทธบาทบัวบก" หรือคำว่าบัวบกอาจจะมาจากคำว่า บ่บกซึ่งหมายถึง ไม่แห้งแล้ง รอยพระพุทธบาทมีลักษณะเป็นแอ่งลึกประมาณ 60 เซนติเมตร ลงไปในพื้นหินยาว 1.93 เมตรกว้าง 90 เซนติเมตร เดิมมีการก่อมณฑปครอบรอยพระพุทธบาทไว้ ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2465 พระอาจารย์ศรีทัตย์ สุวรรณมาโจ ได้รื้อมณฑปเก่าออกแล้วสร้างพระธาตุเจดีย์ขึ้นใหม่ และยังสร้างรอยพระพุทธบาทจำลองวางทับรอยพระพุทธบาทเดิมไว้ ภายในพระธาตุเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ตัวองค์เจดีย์เป็นทรงบัวเหลี่ยมคล้ายองค์พระธาตุพนม ทุกๆ ปีในช่วงเดือน 3 ขึ้น 13-15 ค่ำ จะมีงานนมัสการพระพุทธบาทบัวบก

พระพุทธบาทหลังเต่า

ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระพุทธบาทบัวบก มีลักษณะเป็นรอยพระบาทสลักลึกลงไปในพื้นหินลึกประมาณ 25 เซนติเมตร ใจกลางพระบาทสลักเป็นรูปดอกบัว กลีบแหลมนูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด และเนื่องจากพระพุทธบาทแห่งงนี้อยู่ใกล้กับเพิงหินธรรมชาติรูปร่างคล้ายเต่า จึงได้ชื่อว่า "พระพุทธบาทหลังเต่า"

ถ้ำและเพิงหินต่าง ๆ

ตั้งกระจายอยู่ทั่วไปในบริเวณอุทยานฯ แห่งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมได้ในระยะทางไม่ไกลนัก ได้แก่ ถ้ำลายมือ ถ้ำโนนสาวเอ้ ถ้ำคน ถ้ำวัวแดง (ซึ่งถ้ำเหล่านี้สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นที่พำนักของมนุษย์สมัยหิน และมนุษย์เหล่านั้นได้เขียนรูปต่างๆ ไว้ เช่น รูปคน รูปมือ รูปสัตว์ และรูปรายเลขาคณิต) นอกจากนั้นยังมีลานหินที่สวยงาม คือ ลานหินโนนสาวเอ้ ธรรมชาติได้สร้างเพิงหินต่างๆ ไว้ ทำให้มนุษย์รุ่นหลังๆ ได้จินตนาการผูกเป็นเรื่องตำนานพื้นบ้าน คือ เรื่อง "นางอุสา-ท้าวบารส" เพิงหินที่สวยงามเหล่านี้ ได้แก่ คอกม้าท้าวบารส หอนางอุสา บ่อน้ำนางอุสา นอกจากนั้นยังพบชิ้นส่วนหลักเสมาและหินทรายจำหลัก พระพุทธรูปศิลปะสมัยทวาราวดี ที่เพิงหิน วัดพ่อตาและเพิงหินวัดลูกเขย

พระพุทธบาทบัวบาน

ตั้งอยู่บนเนินเขาในเขตตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบาทจำลองอันเก่าแก่และมีการขุดค้นพบใบเสมาที่ทำด้วยหินเป็นจำนวนมาก ใบเสมาเหล่านี้สลักเป็นรูปบุคคลศิลปะทวาราวดี

หอนางอุษา



25.8.54

สวนสาธารณะหนองประจักษ์

สวนสาธารณะหนองประจักษ์


สวนสาธารณะหนองประจักษ์

ตั้งอยู่ในเขตเทศบาล หนองประจักษ์เป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ มีมาตั้งแต่ก่อนตั้งเมืองอุดรธานี เดิมเรียกว่า “หนองนาเกลือ” ตั้งอยู่ทิศทางตะวันตกของตัวเมือง เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่ พลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ผู้ทรงก่อตั้งเมืองอุดรธานี ในปี พ.ศ. 2530 จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “หนองประจักษ์” เมื่อเทศบาลนครอุดรธานี ได้ปรับปรุงภูมิทัศน์หนองประจักษ์ใหม่ เพื่อถวายเป็นราชสักการะแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวราชกาลที่ 9 เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ โดยบริเวณตัวเกาะกลางน้ำได้จัดทำสวนหย่อม ปลูกไม้ดอกไม้ประดับหลายชนิดสวยงามมาก ทำสะพานเชื่อม ระหว่างเกาะ มีน้ำพุ หอนาฬิกา และสนามเด็กเล่น แต่ละวันจะมีประชาชนไปพักผ่อนและออกกำลังกายเป็นจำนวนมาก